ลิเกไทย

kung1

นานมาแล้วที่เคยได้ดูลิเก ชอบมากเพราะชุดสวยเครื่องประดับแพรวพราวและแต่งหน้าเด่นมาก เรื่องที่เล่นก็จะเป็นเรื่องตามบทประพันธ์ยอดนิยม หรือเรื่องที่เคยเป็นละครทีวี ที่เคยดูบ่อยๆ ก็เรื่อง จันทโครพ ปลาบู่ทอง พระรถเมรี เวลาที่ได้ดูก็หลังเลิกเรียนสมัยเรียนชั้นประถมก็บ่าย3โมงครึ่ง จะมีโรงลิเกอยู่ระหว่างทางกลับบ้านก็จะไม่พลาดที่แวะดูเนื่องจากมีแรงดึงดูดจากเสียงดนตรีและผู้คนที่เริ่มหนาแน่น การดำเนินเรื่องก็สนุกเพลิดเพลินดี กว่าจะรู้ตัวก็เย็นแล้วประมาณ 4 โมงครึ่งก็จะต้องรีบกลับบ้าน เดี่ยวพ่อกับแม่จะเป็นห่วง ที่จริงยังดูไม่จบเสียดายเหมือนกันเพราะบางเรื่องจะเล่นจบในวันนั้น แต่ไม่เป็นไรเพราะเป็นทางผ่านค่อยแวะดูพรุ่งนี้ก็ได้ ดูได้ไม่นานเค้าก็ย้ายโรงลิเกไปที่อื่น ต่อจากนั้นก็แทบไม่ได้ดูลิเกอีกเลย ลิเกเป็นศิลปะวัฒนะธรรมไทยทีมีมานาน น่าเสียดายที่ปัจจุบันไม่ค่อยเป็นที่นิยม เนื่องจากมีความนิยมจากนักร้องเกาหลี ญี่ปุ่นมาแทน

 

มาดูประวัติและภาพสวยๆบางส่วนกันนะคะ

           “ลิเก” เป็นละครผสมระหว่างการพูด การร้อง การรำ และการแสดงกิริยาท่าทางตามธรรมชาติ โดยมีวงปี่พาทย์บรรเลงประกอบ ทำนองเพลงหลักที่ใช้สำหรับร้องดำเนินเรื่อง เรียกว่า รานิเกลิง (รา-นิ-เกลิง) หรือ ราชนิเกลิง (ราด-นิ-เกลิง) ส่วนอื่นๆ ที่ใช้สำหรับร้องรำและประกอบกิริยานำมาจากเพลงของละครรำ และเพลงลูกทุ่งซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในขณะนั้น ผู้แสดงรับบทชายจริงหญิงแท้ มีบทพูดและบทร้องตามท้องเรื่องที่โต้โผกำหนดให้ก่อนการแสดง บางครั้งมีการบรรยายเรื่องและตัวละครจากหลังเวทีเพื่อให้ผู้ชมเข้าใจง่ายขึ้น เนื้อเรื่องมักเป็นการชิงรักหักสวาทและอาฆาตล้างแค้นย้อนไปในอดีตหรือในปัจจุบันโครงเรื่องมักซ้ำกัน จะต่างกันที่รายละเอียด
 
 image
 ลิเกทรงเครื่องในยุคแรกๆ

การแสดงลิเกแบ่งเป็น 3 ส่วนคือ

          – โหมโรงดนตรี เพื่อเรียกผู้ชม และให้ผู้แสดงเตรียมพร้อม

          – ออกแขก เพื่อต้อนรับผู้ชม ขอบคุณเจ้าภาพ แนะนำการแสดงและผู้แสดง และ

          – ละคร ที่ดำเนินเรื่องเป็นฉากสั้นๆ ติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว

           ลิเกมีแสดงทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ช่วงกลางวันเริ่มแสดงตั้งแต่ 9.00 น. เป็นต้นไป และหยุดพักเที่ยง แล้วแสดงต่อจนถึงเวลาประมาณ 16.00 น. ส่วนช่วงกลางคืนเริ่มแสดงตั้งแต่ 20.00 น. – 24.00 น.

         เวทีลิเกหรือโรงลิเกเป็นเวทีชั่วคราวยกพื้นมีหลังคา แบ่งพื้นที่เป็น 3 ส่วน คือ

 

- เวทีแสดง
           - เวทีดนตรี และ
           - หลังเวทีสำหรับผู้แสดงพักผ่อน
   
              เวทีแสดงมีระบายแขวนเป็นกรอบเวที โดยมีชื่อคณะและสถานที่ติดต่ออย่างชัดเจน การจัดพื้นที่ของเวทีลิเกในปัจจุบันมี 2 แบบ แบบเดิมมีเวทีดนตรีอยู่ถัดเวทีแสดงไปทางขวาของผู้แสดง แบบใหม่มีเวทีดนตรีเป็นยกพื้นอยู่ด้านหลังเวทีแสดง ฉากลิเกมี 2 แบบ คือ ฉากเดี่ยว ทำด้วยผ้าใบเขียนเป็นรูปท้องพระโรง พร้อมผ้าใบเขียนสีอีก 1 คู่ กับผ้าระบายด้านบนเขียนชื่อคณะ และ ฉากชุด ทำด้วยผ้าใบเขียนสีเป็นสถานที่ต่างๆ ตามท้องเรื่อง เช่น ท้องพระโรง ห้องรับแขก ป่า ถ้ำ น้ำตก แต่ละฉากม้วนเก็บไว้เหนือเวทีแสดง อุปกรณ์ฉากเป็นตั่งหรือเตียงไม้ขนาดพอนั่งแสดงได้ 3 คน มีตั่งเพียงตัวเดียวก็ใช้ได้อเนกประสงค์

           เครื่องแต่งกายลิเกชาย เป็นแบบคล้ายคลึงกัน ประกอบด้วยเสื้อคอกว้างแขนสั้นหรือยาวแนบตัว ปักเพชร สนับเพลาหรือกางเกงรัดขายาวครึ่งน่องเชิงปักเพชร ผ้านุ่งสำเร็จรูปปักเพชรสวมทับกางเกง ถุงน่องสีขาว เครื่องประดับทำด้วยเพชรเทียม ประกอบด้วยเกี้ยว ปิ่น สังเวียน ขนนก ต่างหู สร้อยคอ เข็มขัด กำไลมือ กำไลเท้า แหวน

           

การแต่งกายของลิเกชาย-หญิงในปัจจุบัน

           ลิเกป่ามีเครื่องดนตรีประกอบการแสดง 3 อย่าง คือ กลองรำมะนา 1-2 ใบ ฉิ่ง 1 คู่ กรับ 1 คู่ บางคณะอาจจะมีโหม่ง และทับด้วย ลิเกป่ามีนายโรงเช่นเดียวกับหนังตะลุง และมโนราห์ และโร สำหรับการแสดงก็คล้ายกับโรงมโนราห์ ผู้แสดงลิเกป่า คณะหนี่งมีประมาณ 6-8 คน ถ้ารวมลูกคู่ด้วยก็จะมีจำนวนคนพอ ๆ กับมโนราห์หนึ่งคณะ การแสดงจะเริ่มด้วยการโหมโรง “เกริ่นวง” ต่อจากเกริ่นวงแขกขาวกับแขกแดงจะออกมาเต้นและร้องประกอบ โดยลูกคู่จะรับไปด้วย หลังจากนั้นจะมีผู้ออกมาบอกเรื่อง แล้วก็จะเริ่มแสดงเลย

           วิธีแสดง เดินเรื่องรวดเร็ว ตลกขบขัน การแสดงเริ่มด้วยโหมโรง 3 ลา จบแล้วบรรเลงเพลงสาธุการ ให้ผู้แสดงไหว้ครู แล้วจึงออกแขก บอกเรื่องที่จะแสดง สมัยก่อนมีการรำถวายมือหรือรำเบิกโรง แล้วจึงดำเนินเรื่อง ต่อมาการรำถวายมือก็เลิกไป ออกแขกแล้วก็จับเรื่องทันที การร่ายรำน้อยลงไปจนเกือบไม่เหลือเลย คงมีเพียงบางคณะที่ยังยึดศิลปะการรำอยู่

            เพลงและดนตรี ดำเนินเรื่องใช้เพลงหงส์ทองชั้นเดียว แต่ดัดแปลงให้ด้นได้เนื้อความมากๆ แล้วจึงรับด้วยปี่พาทย์ แต่ถ้าเล่นเรื่องต่างภาษา ก็ใช้เพลงที่มีสำเนียงภาษานั้นๆ ตามท้องเรื่อง แต่ด้นให้คล้ายหงส์ทอง ต่อมานายดอกดิน เสือสง่า ได้ดัดแปลงเพลงมอญครวญของลิเกบันตนที่ใช้กับบทโศก มาเป็นเพลงแสดงความรักด้วย

           เรื่องที่แสดง นิยมใช้เรื่องละครนอก ละครใน และเรื่องพงศาวดารจีน มอญ ญวน เช่น สามก๊ก ราชาธิราช

           การแต่งกาย แต่งตัวด้วยเครื่องประดับสวยงาม เลียนแบบเครื่องทรงกษัตริย์ จึงเรียกว่าลิเกทรงเครื่อง “สมัยของแพง” ก็ลดเครื่องแต่งกายที่แพรวพราวลงไป แต่บางคณะก็ยังรักษาแบบแผนเดิมไว้ โดยตัวนายโรงยังแต่งเลียนแบบเครื่องทรงของกษัตริย์ในส่วนที่มิใช่เครื่องต้น เช่น นุ่งผ้ายกทอง สวมเสื้อเข้มขาบหรือเยียรบับ แขนใหญ่ถึงข้อมือ คาดเข็มขัดนอกเสื้อ ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ต่างๆ แต่ดัดแปลงเสียใหม่ เช่น เครื่องสวมศีรษะ เครื่องประดับหน้าอก สายสะพาย เครื่องประดับไหล่     ตัวนางนุ่งจีบยกทอง สวมเสื้อแขนกระบอกยาว ห่มสไบปักแพรวพราว สวมกระบังหน้าต่อยอดมงกุฎ ที่แปลกกว่าการแสดงอื่นๆ คือสวมถุงเท้ายาวสีขาวแทนการผัดฝุ่นอย่างละคร แต่ไม่สวมรองเท้า

          สถานที่แสดง ลานวัด ตลาด สนามกว้างๆ โดยปลูกเพิงสูงระดับตา ด้านหน้าเป็นที่แสดง ด้านหลังเป็นที่พักที่แต่งตัว

ที่มา  :   https://www.myfirstbrain.com

One Response to “ลิเกไทย”

Leave a Reply